ในยุคที่ทั่วโลกมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างจริงจัง มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายมาเป็นต้นทุนทางการค้าที่ทุกธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างภาษีสรรพสามิตที่จัดเก็บจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นกลุ่มแรก ประกอบกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ที่กำลังสร้างแรงกดดันต่อภาคการผลิตและการส่งออกอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น การทำความเข้าใจกลไกการจัดเก็บภาษีคาร์บอน กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และแนวทางการรับมือของภาคธุรกิจ จึงเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนสำหรับผู้ประกอบการไทย
บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกมิติของภาษีคาร์บอน พร้อมแนะแนวทางการปรับตัวของธุรกิจด้วยการใช้โซลูชันพลังงานสะอาด หากคุณกำลังมองหาวิธีลดต้นทุนทางภาษีคาร์บอน และเพิ่มความได้เปรียบทางการแข่งขันระดับสากล Banpu NEXT ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ครบวงจร พร้อมเป็นพาร์ทเนอร์ระยะยาวช่วยวางแผนธุรกิจสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน
ทำความรู้จัก Carbon Tax คืออะไร?
ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลในประเทศนั้นใช้เพื่อเก็บภาษีจากผู้ประกอบการ โดยสร้างความตระหนักในการปรับเปลี่ยนการผลิตที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเพิ่มโอกาสให้รัฐบาลสามารถเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญต่อการลดก๊าซเรือนกระจก และคำนึงถึงผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
หลายประเทศใช้กลไกการจัดเก็บภาษีคาร์บอนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero
หลักการ “ผู้ปล่อยก๊าซเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle)
ภาษีคาร์บอนยึดหลักความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เมื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีราคาที่ต้องจ่าย ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายนั้นตามสัดส่วนการปล่อยก๊าซจริง โดยรัฐบาลอาจกำหนดอัตราภาษีอิงตามปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ หรือจัดเก็บผ่านโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ต้นทาง ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นต้นทุนที่ภาคธุรกิจต้องบริหารจัดการ
Carbon Tax ต่างจาก Carbon Credit และ ETS (Emissions Trading Scheme: ระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) อย่างไร?
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Carbon Tax | ETS | Carbon Credit |
| หลักการ | รัฐบาลเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอน | กำหนดเพดานการปล่อยก๊าซ ใครปล่อยน้อยกว่าสิทธิ์ที่มี สามารถนำสิทธิ์ส่วนเกินมาขาย (trade) ได้ | ซื้อเครดิตจากโครงการลดหรือดูดกลับคาร์บอน |
| เป้าหมายของการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) | สร้างแรงจูงใจให้ธุรกิจลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากเป็นต้นทุนด้านภาษีที่ต้องจ่าย | ควบคุมปริมาณการปล่อยรวมให้อยู่ในเพดานที่กำหนด ผ่านการซื้อขายสิทธิการปล่อย | สนับสนุนโครงการลดหรือดูดกลับคาร์บอน โดยนำไปชดเชยการปล่อยได้ |
| ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไร | ลดการปล่อยคาร์บอน เพื่อลดภาระภาษีคาร์บอนที่ต้องจ่าย | เลือกทางที่คุ้มที่สุดระหว่าง “ลงทุนลดการปล่อยเอง เช่น ใช้พลังงานสะอาด แล้วนำสิทธิเหลือไปขายทำกำไร” กับ “ซื้อสิทธิเพิ่ม เมื่อปล่อยเกินโควตา” | ซื้อเครดิตมาชดเชยการปล่อยส่วนที่ยังลดไม่ได้ เพื่อเข้าใกล้เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนและ Net Zero |
| การบังคับใช้ | บังคับทุกรายที่เข้าข่ายต้องจ่าย | บังคับเฉพาะกลุ่มที่กำหนด เช่น โรงงานหรืออุตสาหกรรมรายใหญ่ | ภาคสมัครใจ |
Carbon Tax และ ETS คือกลไก “กำหนดราคาคาร์บอน” ที่รัฐบังคับใช้ (คุมราคา vs คุมปริมาณ) ซึ่งประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมทั้ง 2 ระบบ เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยภาษีคาร์บอนเริ่มจัดเก็บผ่านโครงสร้างภาษีน้ำมันแล้ว ส่วน ETS อยู่ระหว่างเตรียมการและกำลังจะทดลองใช้ เพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น ธุรกิจจึงควรเริ่มจัดเก็บข้อมูลและลดการปล่อยคาร์บอนตั้งแต่วันนี้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และใช้พลังงานสะอาด เพื่อรับมือกับกติกาด้านคาร์บอนในอนาคต และเพิ่มโอกาสแข่งขันทางธุรกิจ

สรุปทิศทางภาษีคาร์บอนในประเทศไทย และกำหนดการบังคับใช้
ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เพื่อเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจ และยกระดับมาตรการสิ่งแวดล้อมจากภาคสมัครใจสู่ภาคบังคับ โดยมีทิศทางดังนี้
นโยบายกรมสรรพสามิต และร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรมสรรพสามิตได้เริ่มนำร่องการจัดเก็บ ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) โดยปรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันให้อิงตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือพ.ร.บ. Climate Change และเร่งผลักดันกฎหมายให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อวางกรอบการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศ
โดยหัวใจสำคัญคือการนำกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ทั้งระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาใช้ควบคู่กัน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และปูทางสู่เป้าหมาย Net Zero ของประเทศอย่างเป็นระบบ
มาตรการ CBAM (EU) กับแรงกดดันที่ภาคส่งออกไทยต้องรับมือ
ภาคส่งออกไทยต้องเผชิญกับมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดนของสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งเริ่มเข้าสู่ระยะบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ต้นปี 2569 หากผู้ประกอบการไทยไม่มีการประเมินและลดปริมาณคาร์บอนในกระบวนการผลิต จะต้องแบกรับต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกโดยตรง
นโยบาย และข้อกำหนดด้านคาร์บอนเหล่านี้ จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกติกาการค้าใหม่ที่ทุกธุรกิจหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
กลุ่มธุรกิจไหนบ้างที่ได้รับผลกระทบจากภาษีคาร์บอน?
แบ่งกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบออกเป็น 2 ระดับหลัก ดังนี้
- กลุ่มที่กระทบโดยตรง (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง)
-
- ธุรกิจพลังงานและไฟฟ้า เช่น ธุรกิจแหล่งพลังงาน และผลิตพลังงาน โรงไฟฟ้า โรงกลั่น เป็นกลุ่มที่จ่ายภาษีตรง ๆ มากที่สุด
- อุตสาหกรรมหนักที่ใช้พลังงานเข้มข้น (energy-intensive) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า ปิโตรเคมีและพลาสติก แก้ว กระดาษและเยื่อกระดาษ อะลูมิเนียม ปุ๋ยเคมี ซึ่งใช้พลังงานมากและบางส่วนปล่อยก๊าซจากกระบวนการผลิต
-
- ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ เช่น สายการบิน ขนส่งทางเรือ และผู้ให้บริการรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก
- กลุ่มที่กระทบทางอ้อม (ผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น)
กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการส่งผ่านต้นทุน (Cost Pass-Through) ของผู้ผลิตต้นทาง ผ่านค่าบริการ ค่าพลังงาน และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ได้แก่
-
- อุตสาหกรรมการผลิตทั่วไปที่ใช้ไฟฟ้าหรือเชื้อเพลิงในกระบวนการผลิต จะเจอต้นทุนค่าไฟและค่าพลังงานแพงขึ้น
-
- อุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป ที่ใช้ปุ๋ย เครื่องจักร และห่วงโซ่ความเย็น (cold chain) ระบบการจัดการสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิให้เย็นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงผู้บริโภค เพื่อรักษาคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า ได้แก่ ห้องเย็น (cold storage) ที่แหล่งผลิต รถห้องเย็นและตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นสำหรับขนส่ง คลังกระจายสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ ไปจนถึงตู้แช่ที่ร้านค้าปลีก แต่ละจุดต้องส่งต่อกันโดยไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินกำหนด
- ธุรกิจค้าปลีก อสังหาฯ และธุรกิจก่อสร้าง ที่ต้นทุนวัสดุ (เช่น ปูน เหล็ก) และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น
แม้ธุรกิจบางประเภทอาจไม่ได้เป็นผู้จ่ายภาษีคาร์บอนโดยตรง แต่ยังได้รับผลกระทบผ่านต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ การขนส่ง และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้ ดังนั้นการเริ่มวัด Carbon Footprint ขององค์กรและ Supply Chain ตั้งแต่วันนี้ พร้อมวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินงาน และใช้พลังงานสะอาด จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงและเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับเศรษฐกิจ Net Zero ในอนาคต
ผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและการแข่งขันของธุรกิจไทย
ธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากมีโอกาสเผชิญ ต้นทุนการดำเนินงาน (OPEX) ที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง หรือราคาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน หากธุรกิจไม่วางแผนลดการปล่อยคาร์บอน และบริหารการใช้พลังงาน ต้นทุนส่วนนี้อาจสะสมและกระทบต่อกำไรในระยะยาว
เรื่องนี้ยังส่งผลต่อโอกาสในการแข่งขันของธุรกิจในตลาดต่างประเทศ เพราะคู่ค้าระดับโลกให้ความสำคัญกับ Carbon Footprint, Green Supply Chain และเป้าหมาย Net Zero มากขึ้น หากธุรกิจไม่สามารถแสดงข้อมูลการปล่อยหรือไม่มีแผนลดคาร์บอนที่ชัดเจน ก็อาจมีต้นทุนด้านภาษีเพิ่มขึ้นและเสียโอกาสในการเข้าร่วม Supply Chain ของบริษัทขนาดใหญ่ในอนาคต

5 แนวทางรับมือและลดภาระภาษีคาร์บอนอย่างยั่งยืนสำหรับองค์กร
เริ่มจากการวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนขององค์กร แล้ววางแผนลดจากต้นทางอย่างเป็นระบบ
- ประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ครอบคลุมทุก Scopes เพื่อรู้จุดปล่อยคาร์บอนหลัก เช่น การใช้เชื้อเพลิงในโรงงาน การใช้ไฟฟ้า การขนส่ง และการปล่อยจากห่วงโซ่อุปทาน เมื่อเห็นว่ากิจกรรมใดเป็นแหล่งปล่อยหลัก จะรู้ว่าควรเริ่มลดจากจุดไหนก่อน
- ลดการปล่อยที่ต้นทาง ด้วยการปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดการใช้พลังงาน หรือเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Efficiency) ให้คุ้มค่า ด้วยการใช้ระบบทำความเย็นที่ช่วยควบคุมอุณภูมิในอาคารให้เหมาะสม
- เปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด (Clean Energy Transition) ด้วยโซลูชันที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน Scope 1 และ Scope 2 เช่น การติดโซลาร์เซลล์ในโรงงาน/อาคาร และการใช้ EV fleet ในธุรกิจขนส่ง
- ชดเชยส่วนที่เหลือ (Offset) สำหรับการปล่อยที่ยังลดไม่ได้ (residual emissions) จึงค่อยใช้คาร์บอนเครดิตมาชดเชย เช่น ซื้อเครดิตจากโครงการ T-VER ของไทย หรือตลาดคาร์บอนสมัครใจ
- รายงานและปรับปรุงต่อเนื่อง (Report & improve) เปิดเผยข้อมูลการปล่อยและความคืบหน้าตามมาตรฐาน (เช่น GHG Protocol, ISO 14064) ตั้งเป้าหมายลด และวัดผลเป็นประจำทุกปี กระบวนการนี้ทำให้องค์กรปรับตัวได้ต่อเนื่องและพร้อมรับกฎเกณฑ์ที่จะเข้มขึ้นในอนาคต รวมถึงช่วยขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของธุรกิจ
แนวทางเหล่านี้สามารถช่วยให้องค์กรลดภาระต้นทุนคาร์บอนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero และรักษาความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ลดต้นทุนภาษี สู่การเพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วย Net Zero Solutions จาก Banpu NEXT
สำหรับธุรกิจที่กำลังเตรียมรับมือกับภาษีคาร์บอน และมองหาวิธีลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เพื่อลดต้นทุน สร้างความได้เปรียบในตลาดสากล และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero การมีบริษัทที่ปรึกษาด้าน Net Zero สำหรับธุรกิจไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการ Carbon Footprint และโซลูชันพลังงานสะอาด จะช่วยให้วางแผนและลงมือทำได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
Banpu NEXT ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ครบวงจร นำเสนอบริการที่ตอบโจทย์การลดคาร์บอนได้อย่างตรงจุด วัดผลได้จริง และมอบคุ้มค่าระยะยาว ทั้งโซล่าเซลล์ผสานพร้อมระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Solar and ESS) ที่ช่วยลดค่าไฟฟ้า และลดการปล่อยคาร์บอน Scope 2, EV Fleet & Charging Solutions ระบบจัดการฟลีทรถขนส่งไฟฟ้า และสถานีชาร์จรถบรรทุกไฟฟ้า ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน Scope 1 รวมถึง Energy Efficiency ระบบจัดการพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น ระบบทำความเย็นอัจฉริยะ (Chiller System) ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอน Scope 1 และ Scope 2 โซลูชัน Net Zero จาก Banpu NEXT ช่วยให้ธุรกิจลดปล่อยคาร์บอนได้ยั่งยืน เปลี่ยนต้นทุนทางภาษีให้เป็นศักยภาพการแข่งขัน และขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero
ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) คือต้นทุนทางการค้าภาคบังคับที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างต้นทุนและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทย การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ด้วยการจัดการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกภาระทางภาษี สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจยั่งยืน พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ติดต่อเรา – Banpu NEXT
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q1: ภาษีคาร์บอนในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้กับธุรกิจไหน?
ในระยะแรก (ปี 2568) กรมสรรพสามิตเริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จึงกระทบกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต จำหน่าย และใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นกลุ่มแรก โดยเป็นการแปลงอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่มีอยู่เดิมให้ผูกเข้ากับปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ มีแนวโน้มขยายไปสู่สินค้าและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในอนาคต ตามกรอบร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
Q2: การจัดเก็บภาษีคาร์บอนในไทยมีกำหนดจะบังคับใช้เต็มรูปแบบเมื่อไร
ปัจจุบันไทยยังไม่ได้บังคับใช้ภาษีคาร์บอนเต็มรูปแบบ และยังไม่มีกำหนดวันเริ่มบังคับใช้ที่ชัดเจน โดยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างมาตรการชั่วคราวกับกรอบกฎหมายถาวร ซึ่งมาตรการนี้ได้เริ่มบังคับใช้แล้วในบางกลุ่มธุรกิจ โดยกรมสรรพสามิตได้เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนแบบแฝงกับน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นกลุ่มแรกตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 ทั้งนี้ กรอบกฎหมายเต็มรูปแบบยังอยู่ระหว่างดำเนินการและร่างกฎหมายยังต้องผ่านการพิจารณาอีกหลายวาระ โดยภาษีคาร์บอนเต็มระบบจะมาพร้อมกับ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อปลายปี 2568
Q3: การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ช่วยลดภาษีคาร์บอนขององค์กรได้อย่างไร?
การติดตั้งโซล่าเซลล์โรงงานหรือธุรกิจ ช่วยทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายไฟฟ้า จึงลดการปล่อยคาร์บอน Scope 2 ขององค์กร แม้ผู้ใช้ไฟฟ้าจะไม่ได้ถูกเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากการใช้ไฟโดยตรง แต่ต้นทุนคาร์บอนจากการผลิตไฟฟ้าจะถูกส่งผ่านมาในค่าไฟ การผลิตไฟใช้เองจากพลังงานสะอาดจึงช่วยลดทั้งค่าไฟและต้นทุนคาร์บอนที่แฝงอยู่ พร้อมทั้งลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร
Q4: หากธุรกิจยังไม่เริ่มปรับตัวรับมือภาษีคาร์บอน จะมีผลเสียอย่างไร?
ธุรกิจอาจต้องเผชิญกับต้นทุนภาษีที่สูงขึ้นเมื่อกฎหมายบังคับใช้เต็มรูปแบบ ทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้นจนแข่งขันในตลาดลำบาก รวมถึงอาจถูกปฏิเสธคำสั่งซื้อจากคู่ค้าต่างประเทศที่มีเงื่อนไขด้าน ESG และการลดคาร์บอนใน Supply Chain นอกจากนี้ ผู้ส่งออกไปยัง EU ยังมีความเสี่ยงจากกลไก CBAM
