เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) คืออะไร? แตกต่างกับเมืองปกติอย่างไรบ้าง? 

เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) คืออะไร? แตกต่างกับเมืองปกติอย่างไรบ้าง? หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าเราได้ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต โดยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบายในการเดินทางที่มีการพัฒนาทั้งในด้านขนส่งสาธารณะยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า การใช้พลังงานสะอาดเข้ามาทดแทน และการใช้บริการต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชันหรือบริการที่นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) เป็นเมืองที่ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยบริหารจัดการในด้านต่างๆ ตั้งแต่การให้บริการ ไปจนถึงการแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานภายในสังคมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่ก้าวออกจากบ้านมา เราได้เห็นแล้วว่ามีบริการรถไฟฟ้า BTS หรือ รถไฟใต้ดิน MRT ให้เราได้เดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ทั้งภายในเมืองกรุงเทพและบริเวณปริมณฑลรอบๆ ช่วยลดปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดไปได้ส่วนหนึ่ง หรือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีบริการรถไฟฟ้า และจักรยานสาธารณะแบบบริการตนเอง รวมถึงยังมีเรื่องการติดตั้งสถานีชาร์จไฟ เพื่ออำนวยให้คนหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ส่วนนี้ทำให้ช่วยลดการเกิดมลภาวะจากควันรถไปได้อย่างมีนัยสำคัญ หากเรามีขนส่งสาธารณะที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ หลายๆ คนในสังคมจะหันมาใช้บริการกันมากขึ้น นอกจากจะช่วยเรื่องรถติดในเมือง ไม่พอ ยังช่วยลดมลภาวะจากควันรถในอากาศได้อีก อากาศบริสุทธิ์ในเมืองหลวงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ถ้าหากพูดเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน นอกจากการเดินทางแล้ว สังคมของเมืองอัจฉริยะ ยุคใหม่จะเป็นอย่างไร? สังเกตว่าทุกวันนี้ เราแทบไม่ต้องเดินทางสัญจรไปที่ไกลๆ เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ต สมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ก็สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง เช่น การทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารก็เป็นเรื่องง่ายขึ้น อยากฝากเงิน ถอนเงิน หรือเปิดบัญชีธนาคาร แค่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารผ่านแอปพลิเคชันได้แล้ว หรือจะติดต่อกับหน่วยงานรัฐ จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ก็ทำผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนของเราได้แล้วเช่นกัน

ในอนาคตอันใกล้นี้ เราอาจได้ใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานธรรมชาติเข้ามาแทนที่ ซึ่งได้เห็นหลายๆ อุตสาหกรรม หรือบ้านเรือนที่ใช้ระบบโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาช่วยผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน ประหยัดได้ทั้งค่าไฟและอนุรักษ์ธรรมชาติผ่านการใช้พลังงานทดแทนได้อีก สังคมยุคใหม่ที่มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเอื้ออำนวย ทำให้เราเหลือเวลาในแต่ละวันได้เยอะขึ้นมากๆ แถมช่วยลดการใช้ทรัพยากรสิ้นเปลืองไปได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บข้อมูลผ่านระบบดิจิทัล บนอินเทอร์เน็ต ลดการใช้กระดาษ ลดขยะไปได้เยอะเลย

สรุปแล้ว เมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ทซิตี้ (Smart City) คือการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ และนวัตกรรมทันสมัยมาปรับใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ในสังคมให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและเอื้ออำนวยการบริการต่างๆ ให้ประชาชนอย่างเราๆ เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เทคโนโลยีและพลังงานสะอาดยังช่วยลดต้นทุน ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและเวลา ช่วยส่งเสริมให้การดำเนินชีวิตในด้านต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพ ให้เราได้เหลือเวลาในการทำอย่างอื่นมากขึ้น ไม่ต้องติดอยู่บนถนนนาน เพราะปัญหารถติด หรือการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงกันง่ายขึ้นในองค์กรต่างๆ ให้เราได้มีตัวเลือกมากขึ้น มีการสื่อสารระหว่างประชาชนในสังคมกับภาครัฐง่ายขึ้น รับรู้ถึงปัญหาผ่านการใช้ระบบดิจิทัลมาวิเคราะห์เพื่อนำไปพัฒนาและแก้ไขปัญหาของแต่ละพื้นที่ หรือ เมืองนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต

ปัจจุบันนี้ ในหลายๆ พื้นที่ในประเทศไทยได้มีการวางแผนการพัฒนาเมืองภายใต้แนวคิดเมืองอัจฉริยะกันบ้างแล้ว มีหลายบริษัทและองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด (Banpu NEXT) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้บริการโซลูชันพลังงานฉลาดชั้นนำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าด้วยนวัตกรรมความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานระดับมาตรฐานสากล เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เราจะได้เห็นเมืองที่ใช้นวัตกรรมจากพลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างแน่นอน